คุณเคยรู้สึกไหมว่า โลกที่เคยเงียบสงบกลับมีเสียง “วี๊ด” หรือเสียงพึมพำแปลกๆ แทรกเข้ามาจนน่ารำคาญ? หรือบางคืนที่ร่างกายเหนื่อยล้าแทบขาดใจ แต่สมองกลับคิดวนเวียนจนตาค้างนอนไม่หลับ ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และไม่ใช่แค่เรื่องของ “อายุ” แต่มันคือสัญญาณเตือนจากร่างกายที่กำลังบอกว่าระบบประสาทของคุณต้องการการดูแลด่วน
1. รับมือกับภาวะหูตึงและประสาทหูเสื่อมก่อนจะสาย
การรักษาอาการประสาทหูเสื่อมในปัจจุบันไม่ได้มีแค่การใส่เครื่องช่วยฟังเสมอไป สิ่งสำคัญคือการ “ฟื้นฟู” และ “ชะลอ” ความเสื่อม ขั้นแรกคุณควรหลีกเลี่ยงมลภาวะทางเสียง และหันมาทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น วิตามินบี 12, สังกะสี และโฟเลต ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงเส้นประสาทหูโดยตรง
Tip: หากเริ่มรู้สึกว่าฟังคนข้างๆ พูดไม่ชัด หรือต้องเร่งเสียงทีวีดังกว่าปกติ นั่นคือสัญญาณว่าคุณควรเริ่มดูแลตัวเองได้แล้ว
2. ไขข้อข้องใจ: เราจะรักษาอาการหูแว่วได้อย่างไร?
หลายคนกังวลว่าการมีเสียงในหูหรือเสียงหลอนแปลกๆ คืออาการทางจิต แต่ในทางการแพทย์ รักษาอาการหูแว่วได้อย่างไร นั้นต้องเริ่มจากการแยกแยะสาเหตุก่อนครับ บางครั้งอาจเกิดจากความดันโลหิตสูง อาการอักเสบในหูชั้นกลาง หรือแม้แต่ผลข้างเคียงจากยา
การฝึกทำสมาธิ (Mindfulness) และการใช้เสียงบำบัด (Sound Therapy) เช่น เสียงฝนตกหรือเสียงธรรมชาติเบาๆ จะช่วยให้สมองของคุณ “เลิกโฟกัส” กับเสียงที่ผิดปกติ และกลับมาทำงานได้อย่างสมดุลอีกครั้ง
3. ตัดวงจรความล้า: วิธีรักษาอาการเครียดนอนไม่หลับ
ความเครียดและเสียงในหูมักเป็นของคู่กัน ยิ่งเครียดเสียงยิ่งดัง ยิ่งเสียงดังก็ยิ่งนอนไม่หลับ การจะรักษาอาการเครียดนอนไม่หลับให้ได้ผลยั่งยืน ต้องแก้ที่ “ระบบประสาทอัตโนมัติ” ครับ
- ปรับสภาพแวดล้อม: ห้องนอนต้องมืด สนิท และเย็นสบาย
- Digital Detox: วางมือถือล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนนอน เพื่อลดการกระตุ้นของแสงสีฟ้า
- สมุนไพรช่วยผ่อนคลาย: การดื่มชาคาโมมายล์หรือสารสกัดจากธรรมชาติที่มีส่วนช่วยลดระดับคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) จะช่วยให้คุณเข้าสู่สภาวะหลับลึกได้ง่ายขึ้น

