โรคเอดส์/เอชไอวี/ภูมิคุ้มกันบกพร่อง/AIDS,HIV,IMMUNE SYSTEM DISORDERS

an

โรคเอดส์ /เอชไอวี/โรคระบบภูมิต้านทานบกพร่อง/ภูมิต้านโรคถูกทำลาย     เทียบโรคใกล้เคียงกับอาการของโรคต่างๆ ตามตำราการแพทย์แผนไทย(มิได้หมายถึงผู้ป่วยที่กำลังป่วยด้วยโรคดังกล่าวจะเป็นโรคเอดส์เสมอไป) เช่น  ไข้รากสาด 9 จำพวก ,ไข้พิษไข้กาฬ 21จำพวก ,ประดงบางจำพวก ,ไข้กาฬบางจำพวก ,ไข้ห่า ,ไข้ผอมเหลือง เป็นต้น

ข้อมูลโรคเอดส์ในแนวปัจจุบัน
โรคเอดส์ หรือ โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสมีชื่อว่า ฮิวแมนอิมมิวโนเดฟีเซียนซีไวรัส (Human Immunodeficiency Virus :HIV) หรือเรียกย่อๆ ว่า เชื้อเอชไอวี โดยเชื้อเอชไอวีจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อมีภูมิคุ้มกันต่ำลง จนร่างกายไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคได้อีก โรคต่างๆ (หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า โรคฉวยโอกาส) จึงเข้ามาซ้ำเติมได้ง่าย เช่น วัณโรค ปอดบวม ติดเชื้อในระบบโลหิต เชื้อรา ฯลฯ และทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด
สายพันธุ์ของ โรคเอดส์
เชื้อไวรัสเอดส์มีหลายสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์หลักดั้งเดิมคือ เอชไอวี-1 (HIV-1) ซึ่งแพร่ระบาดในแถบสหรัฐอเมริกา ยุโรป และแอฟริกากลาง, เอชไอวี-2 (HIV-2) พบแพร่ระบาดในแถบแอฟริกาตะวันตก นอกจากนี้ยังพบสายพันธุ์อื่นๆ ที่กลายพันธุ์มาอีกมากมาย
ในปัจจุบันทั่วโลก พบสายพันธุ์เชื้อเอชไอวี มากกว่า 10 สายพันธุ์  กระจายอยู่ตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยพบมากที่สุดที่ทวีปแอฟริกามีมากกว่า 10 สายพันธุ์ เนื่องจากเป็นแหล่งแรกที่พบเชื้อเอชไอวี และกระจายอยู่เป็นเวลานานกว่า 70 ปี สายพันธุ์ที่พบมากที่สุดคือในโลก คือสายพันธุ์ซี มากถึง 40% พบในทวีปแอฟริกา อินเดีย จีน รวมทั้งพม่า ส่วนในประเทศไทยพบเชื้อเอชไอวี 2 สายพันธุ์คือ สายพันธุ์เอ-อี (A/E) หรืออี (E) พบมากกว่า 95% แพร่ระบาดระหว่างคนที่มีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง กับสายพันธุ์บี (B) ที่แพร่ระบาดกันในกลุ่มรักร่วมเพศ และผ่านการใช้ยาเสพติดฉีดเข้าเส้น
ขณะที่สายพันธุ์ซีเดี่ยวๆ ยังไม่พบในประเทศไทย พบเพียงแต่สายพันธุ์อี-ซี ที่เป็นลูกผสมระหว่างสายพันธุ์อีในประเทศไทย และสายพันธุ์ซีจากทวีปแอฟริกา และล่าสุดยังได้พบหญิงไทยติดเชื้อเอชไอวีสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยตรวจพบมาก่อนในโลก คือ เชื้อเอชไอวีผสมระหว่าง 3 สายพันธุ์ คือ เอ จี และดี เรียกว่า เอจี-ดี (AG/D) และยังพบเชื้อเอชไอวีผสม 3 สายพันธุ์ ได้แก่ เอ อี และจี เรียกว่า เออี-จี (AE/G)
โรคเอดส์ ติดต่อได้อย่างไร
โรคเอดส์ สามารถติดต่อได้ 3 ทาง คือ
1.การร่วมเพศกับผู้ติดเชื้อเอดส์ โดยไม่ใช่ถุงยางอนามัย ทั้งชายกับชาย หญิงกับหญิง หรือชายกับหญิง จะเป็นช่องทางธรรมชาติหรือไม่ธรรมชาติก็ตาม ล้วนมีโอกาสเสี่ยงต่อการติด โรคเอดส์ ทั้งนั้น ซึ่งมีข้อมูลจากกองระบาดวิทยาระบุว่า ร้อยละ 83 ของผู้ติดเชื้อเอดส์ รับเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์
2.การรับเชื้อทางเลือด โอกาสติดเชื้อ เอดส์ พบได้ 2 กรณี คือ
– ใช้เข็มฉีดยา หรือกระบอกฉีดยา ร่วมกับผู้ติดเชื้อ เอดส์ มักพบในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น
– รับเลือดมาจากการผ่าตัด หรือเพื่อรักษาโรคเลือดบางชนิด แต่ปัจจุบันเลือดที่ได้รับการบริจาคมา จะถูกนำไปตรวจหาเชื้อเอดส์ก่อน จึงมีความปลอดภัยเกือบ 100%
3.ติดต่อผ่านทางแม่สู่ลูก เกิดจากแม่ที่มีเชื้อเอดส์และถ่ายทอดให้ทารก ในขณะตั้งครรภ์ ขณะคลอด และภายหลังคลอด ปัจจุบันมีวิธีป้องกันการแพร่เชื้อเอดส์จากแม่สู่ลูก โดยการทานยาต้านไวรัสในช่วงตั้งครรภ์ จะสามารถลดโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์เหลือเพียงร้อยละ 8 แต่ยังคงมีความเสี่ยงอยู่ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ การตรวจเลือดก่อนแต่งงาน
นอกจากนี้ โรคเอดส์ ยังสามารถติดต่อผ่านทางอื่นได้ แต่โอกาสมีน้อยมาก เช่น การใช้ของมีคมร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์ โดยไม่ทำความสะอาด, การเจาะหูโดยการใช้เข็มเจาะหูร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์,การสักผิวหนัง หรือสักคิ้ว เป็นต้น ซึ่งวิธีดังกล่าวเป็นการติดต่อโดยการสัมผัสกับเลือด หรือน้ำเหลืองโดยตรง แต่โอกาสติด โรคเอดส์ ด้วยวิธีนี้ต้องมีแผลเปิด และปริมาณเลือดหรือน้ำเหลืองที่เข้าไปในร่างกายต้องมีจำนวนมาก
ปัจจัยที่ทำให้ติดเชื้อเอดส์
ปัจจัยที่ทำให้ติดเชื้อเอดส์ มีหลายประการ คือ
1.ปริมาณเชื้อเอดส์ที่ได้รับ หากได้รับเชื้อเอดส์มาก โอกาสติด โรคเอดส์ ก็จะสูงขึ้นไปด้วย โดยเชื้อเอดส์ จะพบมากที่สุดในเลือด รองลงมาคือ น้ำอสุจิ และน้ำในช่องคลอด
2.หากมีบาดแผล จะทำให้เชื้อเอดส์เข้าสู่บาดแผล และทำให้ติด โรคเอดส์ ได้ง่ายขึ้น
3.จำนวนครั้งของการสัมผัส หากสัมผัสเชื้อโรคบ่อย ก็มีโอกาสจะติดเชื้อมากขึ้นไปด้วย
4.การติดเชื้ออื่นๆ เช่น แผลริมอ่อน แผลเริม ทำให้มีเม็ดเลือดขาวอยู่ที่แผลจำนวนมาก จึงรับเชื้อเอดส์ได้ง่าย และเป็นหนทางให้เชื้อเอดส์เข้าสู่แผลได้เร็วขึ้น
5.สุขภาพของผู้รับเชื้อ หากสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง ในขณะนั้น ก็ย่อมมีโอกาสที่จะรับเชื้อได้ง่ายขึ้น
โรคเอดส์ มีกี่ระยะ
เมื่อติดเชื้อเอดส์แล้ว จะแบ่งช่วงอาการออกเป็น 3 ระยะ คือ
1.ระยะไม่ปรากฎอาการ (Asymptomatic stage) หรือระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ ในระยะนี้ผู้ติดเชื้อจะไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ ออกมา จึงดูเหมือนคนมีสุขภาพแข็งแรงเหมือนคนปกติ แต่อาจจะเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ จากระยะแรกเข้าสู่ระยะต่อไปโดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 7-8 ปี แต่บางคนอาจไม่มีอาการนานถึง 10 ปี จึงทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อต่อไปให้กับบุคคลอื่นได้ เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ
2.ระยะมีอาการสัมพันธ์กับเอดส์ (Aids Related Complex หรือ ARC) หรือระยะเริ่มปรากฎอาการ (Symptomatic HIV Infection) ในระยะนี้จะตรวจพบผลเลือดบวก และมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นในเห็น เช่น ต่อมน้ำเหลืองโตหลายแห่งติดต่อกันนานกว่า 3 เดือน, มีเชื้อราในปากบริเวณกระพุ้งแก้ม และเพดานปาก, เป็นงูสวัด หรือแผลเริมชนิดลุกลาม และมีอาการเรื้อรังนานเกิน 1 เดือน โดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น มีไข้ ท้องเสีย ผิวหนังอักเสบ น้ำหนักลด เป็นต้น ระยะนี้อาจเป็นอยู่นานเป็นปีก่อนจะกลายเป็นเอดส์ระยะเต็มขึ้นต่อไป
3.ระยะเอดส์เต็มขั้น (Full Blown AIDS) หรือ ระยะ โรคเอดส์ ในระยะนี้ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะถูกทำลายลงไปมาก ทำให้เป็นโรคต่างๆ ได้ง่าย หรือที่เรียกว่า “โรคติดเชื้อฉวยโอกาส ซึ่งมีหลายชนิด แล้วแต่ว่าจะติดเชื้อชนิดใด และเกิดที่ส่วนใดของร่างกาย หากเป็นวัณโรคที่ปอด จะมีอาการไข้เรื้อรัง ไอเป็นเลือด ถ้าเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อ Cryptococcus จะมีอาการปวดศรีษะอย่างรุนแรง คอแข็ง คลื่นไส้อาเจียน หากเป็นโรคเอดส์ของระบบประสาทก็จะมีอาการความจำเสื่อม ซึมเศร้า แขนขาอ่อนแรงเป็นต้น ส่วนใหญ่เมื่อผู้เป็นเอดส์เข้าสู่ระยะสุดท้ายนี้แล้วโดยทั่วไปจะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 1-2 ปี

โรคเอดส์ หรือ โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสมีชื่อว่า ฮิวแมนอิมมิวโนเดฟีเซียนซีไวรัส (Human Immunodeficiency Virus :HIV) หรือเรียกย่อๆ ว่า เชื้อเอชไอวี โดยเชื้อเอชไอวีจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อมีภูมิคุ้มกันต่ำลง จนร่างกายไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคได้อีก โรคต่างๆ (หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า โรคฉวยโอกาส) จึงเข้ามาซ้ำเติมได้ง่าย เช่น วัณโรค ปอดบวม ติดเชื้อในระบบโลหิต เชื้อรา ฯลฯ และทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด
สายพันธุ์ของ โรคเอดส์
เชื้อไวรัสเอดส์มีหลายสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์หลักดั้งเดิมคือ เอชไอวี-1 (HIV-1) ซึ่งแพร่ระบาดในแถบสหรัฐอเมริกา ยุโรป และแอฟริกากลาง, เอชไอวี-2 (HIV-2) พบแพร่ระบาดในแถบแอฟริกาตะวันตก นอกจากนี้ยังพบสายพันธุ์อื่นๆ ที่กลายพันธุ์มาอีกมากมาย
ในปัจจุบันทั่วโลก พบสายพันธุ์เชื้อเอชไอวี มากกว่า 10 สายพันธุ์  กระจายอยู่ตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยพบมากที่สุดที่ทวีปแอฟริกามีมากกว่า 10 สายพันธุ์ เนื่องจากเป็นแหล่งแรกที่พบเชื้อเอชไอวี และกระจายอยู่เป็นเวลานานกว่า 70 ปี สายพันธุ์ที่พบมากที่สุดคือในโลก คือสายพันธุ์ซี มากถึง 40% พบในทวีปแอฟริกา อินเดีย จีน รวมทั้งพม่า ส่วนในประเทศไทยพบเชื้อเอชไอวี 2 สายพันธุ์คือ สายพันธุ์เอ-อี (A/E) หรืออี (E) พบมากกว่า 95% แพร่ระบาดระหว่างคนที่มีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง กับสายพันธุ์บี (B) ที่แพร่ระบาดกันในกลุ่มรักร่วมเพศ และผ่านการใช้ยาเสพติดฉีดเข้าเส้น
ขณะที่สายพันธุ์ซีเดี่ยวๆ ยังไม่พบในประเทศไทย พบเพียงแต่สายพันธุ์อี-ซี ที่เป็นลูกผสมระหว่างสายพันธุ์อีในประเทศไทย และสายพันธุ์ซีจากทวีปแอฟริกา และล่าสุดยังได้พบหญิงไทยติดเชื้อเอชไอวีสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยตรวจพบมาก่อนในโลก คือ เชื้อเอชไอวีผสมระหว่าง 3 สายพันธุ์ คือ เอ จี และดี เรียกว่า เอจี-ดี (AG/D) และยังพบเชื้อเอชไอวีผสม 3 สายพันธุ์ ได้แก่ เอ อี และจี เรียกว่า เออี-จี (AE/G)
linestopผู้ที่ต้องการรักษาต้องอ่าน : การรักษาโดยแนวทางของหมอมานิตย์ ศรีพจน์

ระยะเวลาการรักษา ประมาณ 6-20 เดือน

1.การรับปรทานยาพลูคาว NEB มีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส และเสริมสร้างภูมิต้านทาน รับประทานครั้งละ 2-3 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร  http://doctorforyou.biz/?page_id=3354

2. ถ้ามีอาการเป็นโรคผิวหนังแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ตัวนี้เพิ่มด้วย N Tonic Cream ทาบริเวณที่เป็น วันละ 2-3 ครั้ง เช็ดแอลกอออล์ก่อนทาครีมนี้ทุกครั้ง  http://doctorforyou.biz/?page_id=3453 kandaaa%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4okข้อปฏิบัติระหว่างการรักษาด้วยยาในเว็บไซต์หมอนี้

-งดอาหารรสจัด งดอาหารที่ไม่สุก ไม่สด ไม่สะอาด ช้อนกลาง ล้างมือ

-งดเครื่องดิ่มมีแอลกอฮอล์ เหล้า เบียร์

-งดอาหาร ผัก ผลไม้ดอง และงดหน่อไม้

-งดการแกะเกา บริเวณผิวหนังที่เป็นผื่นคันตุ่ม ก่อนทายาต้องเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ก่อนทุก

-อดทน อดกลั้น เมื่อมีอาการคัน ไม่ควรเกาเพราะจำให้ติดการเกาเป็นนิสัย ให้แก้ไขได้โดยเช็ดถูด้วยแอลกอฮอล์ทั่วไป แต่ถ้ายังไม่หายคันอีก ให้เช็ดด้วยผ้าสะอาดชุบน้ำเย็น อีกครั้ง

-หาเวลาออกกำลังกายเป็นประจำlinestop

ราคาผลิตภัณฑ์เพื่อคำนวณค่าใช้จ่ายสำหรับคนไข้ที่เข้ารับบริการ

1.ยาแคปซูลพลูคาว NEB / Comp. Houttuynia Cordata Caps./100 caps./ขวด
จัดยา        1 ขวด ราคาขวดละ 800.-บาท
จัดยา     2-3 ขวด ราคาขวดละ 700.-บาท
จัดยา     4-9 ขวด ราคาขวดละ 600.-บาท
จัดยา  10-19 ขวด ราคาขวดละ 580.-บาท
จัดยา      20  ขวด/ ขึ้นไป ราคาขวดละ 550.-บาท
6.ครีมบำรุงผิวหนังชำรุด- ทรุดโทรม N Tonic Cream./50กรัม/หลอด
สั่งซื้อ       1 หลอด ราคาขวดละ 300.-บาท
สั่งซื้อ   4-11 หลอด ราคาขวดละ 250.-บาท
สั่งซื้อ      12 หลอด /ขึ้นไป ราคาขวดละ 200.-บาท

ต้องการให้หมอจัดยาให้ตามความเหมาะกับโรค โปรดคุยทางไลน์ หรือ โทรศัพท์ หรือ อีเมล ตามข้อมูลด้านล่างนี้linestop%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%95111okแผนที่เดินทางพบหมอ (โปรดโทรก่อนพบ 1-3 ชม.)mapok11%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%9aaakkk11%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b211webbemsok

anigifnew

30 Responses to โรคเอดส์/เอชไอวี/ภูมิคุ้มกันบกพร่อง/AIDS,HIV,IMMUNE SYSTEM DISORDERS

  1. วัต says:

    สวัสดีครับคุณหมอ
    ช่วยผมด้วย ผมติดเชื้อไม่รู้จะทำยังงัยต่อไป แนะนำผม
    ด่วนคับ ขอบคุงคับ

  2. manit says:

    แนะนำยาสมุนไพรตัวนี้ครับ รับประทานต่อเนื่อง
    และให้ตรวจเชื้อทุก3เดือน http://doctorforyou.biz/?page_id=3354
    เมื่อตรวจทราบผลแล้วแจ้งมาให้ทราบ หรือโทรมาบอกก้ได้ครับ

  3. เอช says:

    รียน คุณหมอมานิตย์
    ผมเพิ่งตรวจสุขภาพประจำปี ปรากฏว่าได้รับเชื้อ HIVผมเลยถามคุณหมอว่าจะทำยังไงดี ผมต้องไปตรวจซ้ำอีกไหมครับ หากเป็นจริงต้องไปกินยาต้านไวรัส แต่มีผลข้างเคียงมาก ในทางการแพทย์ของคุณหมอที่ศึกษามามีวิธีการของสมุนไพรช่วยได้หรือไม่หรือใช้ควบคู่กัน รบกวนคุณหมอด้วยครับตอนนี้กลุ้มใจมากๆไม่รู้จะทำไงดี เครียด กลัวกระทบเรื่องงาน

  4. manit says:

    ตอบคุณเอช
    การรักษาด้วยแนวทางการใช้สมุนไพรเป็นผลดีอย่างมากต่อผู้ติดเชื้อ
    ติดต่อเพื่อปรึกษาก่อนได้

  5. pong says:

    เรียน คุณหมอมานิตย์
    ตอนนี้ผมมีอาการปวดเมื่อยตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า มีอาการเหนื่อย เจ็บคอ
    ระยะเวลาที่เกิดอาการ 2 สัปดาห์
    หลังจากไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงอื่นโดยไม่สวมถุงยาง และมามีกับแฟนตนเอง( ห่างกัน 1 สัปดาห์)
    ผมจะมีสิทธิ์ได้รับเชื้อ HIV ไหมครับ

  6. manit says:

    ตอบคุณpong
    ควรตรวจเลือดหลังมีพสพ.กับหญิงอื่นห่างกันสัก 3เดือน (การมี พสพ.โดยไม่มีการป้องกันกับหญิงอื่นอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้)
    ระหว่างที่รอตรวจให้รับรักษาตามอาการได้เลยครับ

  7. says:

    เรียนคุณหมอ
    คุณหมอผมตรวจเลือดมาพักใหญ่เลือดผมบวก ผมเคยกินยารอบหนึ่งแล้วไม่ไหวผมหยุดไม่เคยรักษาอีกเลย และมีต๋อมน้ำเหลืองโตด้วย หมดแนะนำสมุนไพรตัวไหนครับ ราคาเท่าไหร่รับประทานอย่างไร ห้ามอะไรบ้างครับ
    ขอคำตอบจากคุณหมอหน่อยครับ
    ขอบคุณครับ

  8. manit says:

    ตอบคุณ อ
    ผลเลือดบวก ..+น้ำเหลืองโต
    -สมุนไพรตัวนี้ครับ http://doctorforyou.biz/?page_id=3354
    ราคา http://doctorforyou.biz/?page_id=4502
    ต้องการรักษาติดต่อมาได้ครับ

  9. เสกสรร says:

    ผมมีอาการแขน ขาชา มีจุดดำๆ แปลกๆ ขึ้นที่ขาหลายจุด คล้ายๆ แผลน้ำลายยุงครับ เป็นอาการของอะไรครับ เป็นเอดร์หรือเปล่าครับ

  10. manit says:

    ตอบคุณ เสดสรร
    เป็นอาการของแพ้ง่ายเนื่องจากน้ำเหลืองไม่ดี

  11. sak says:

    เรียนคุณหมอครับ
    ต่อเนื่องจากข้างบนครับ คือผมมีอะไรกับหญิงอื่นโดยไม่สวมถุง และได้มีอะไรกับแฟน หลังจากนั้น 3 เดือน ผมสงสัยว่าตัวเองได้รับเชื้อ เพราะมีอากาสหลายๆอย่าง ตาม กท.ข้างบน แต่ไม่กล้าไม่ตรวจ กลัวมาก ผ่านไป 5 เดือนให้หลัง แฟนสอบได้งานทำ และต้องตรวจสุขภาพหลายรายการ โดยเฉพาะตรวจเลือด ปรากฏว่าไม่เป็น + ดังนั้นผมจะมีโอกาสติดเชื้อเปล่าครับ
    ขอบพระคุณคุณหมออย่างสูง ล่วงหน้าครับ

  12. manit says:

    ตอบ sak
    -น่าจะมีผลเลือด+ ครับ

  13. มังคุด says:

    คุณหมอคะดิฉันเป็นโรคผิวหนัง เป็นแผลน้ำเหลืองไม่ดีตรงสะโพก น่อง ขา แขน ตอนแรกจะคันมีตุ่มขึ้นแผลขยายกว้างขึ้นเป็นปื้นๆมาหลายปี และปีนี้ตอนต้นปีที่มือก็มีตุ่มน้ำใสๆขึ้นคันมาก ตอนกลางคืนมักตื่นมาเกา ดิฉันเป็นโรคอะไรหรอคะ ดิฉันทายามาหลายปี บางทีก็หายแต่พอนานก็ดื้อยาต้องเปลี่ยนยา ดิฉันกลุ้มใจมากค่ะกลัวคนอื่นรังเกียจ

  14. manit says:

    ตอบคุณ มังคุด
    -น้ำเหลืองเสีย และมีโรคเริมร่วมด้วย
    ต้องการรักษาให้ติดต่อเข้ามา ไลน์ หรือ โทร หรือ อีเมล

  15. B says:

    พอดี ไปตรวจเลือดมาผลออกมาเป็นบวก แร้วก้อเป็นต่อมน้ำเหลืิงโต ตอนนี้ยังไม่ได้รับยาต้านเลย พอดีcd4สูงคับ แร้วจะทานยา ตัวไหนดีคับ เพราะยังไม่อยากกินยาต้านด้วยคับ ผลข้างเคียงเยอะมาก ตอนนี้อายุยังน้อยด้วยคับ

  16. manit says:

    ตอบคุณ B
    -แนะนำทานยาที่ทำจากสมุนไพรตัวยาที่มีในเวบเพจนี้ครับ
    หรือดูที่ http://doctorforyou.biz/?page_id=3354

  17. Pra says:

    ขออนุญาต คุณหมอนะครับ เผื่อเป็นเครส ให้กะคนที่กำลังทางยาต้านอยู่
    และผมจะรบกวนถามคุณหมอด้วยครับ ว่าผมจะต้องทานยาตัวไหน มื้อละเท่าไร
    วันละกี่มื้อ และนานแค่ไหนถึงหยุดทานยาคุณหมอ หรือ หยุดทานยาต้าน
    ของรัฐครับ ขอคำแนะนำด้วยครับ… ผมอายุ 37/176/66ทานยาต้านมา 2 ปี
    ละคับ ตอนเริ่มทานยาแรก ๆแพ้มาก ตุ่มคันขึ้นเยอะ ทานยาก็ไม่ค่อยตรงเวลาไวรัสก็
    กดไม่ค่อยลง อยู่ที่ 70 -90 เปลี่ยนยา 2 รอบแล้ว พอปรับเวลากินให้ตรงมากที่สุด
    เดือนที่แล้วตรวจเลือด ผล HIV-1RNA : < 20 CD4 : 358
    Platelet Count : 313,000 ร่างกายแข็งแรงดี แต่มีแพ้จากยุงกัดและเป็นตุ่ม
    คันตุ่ยขึ้นมาทันที เลยเป็นแผลจากการเกาบ้าง ผมซื้อต้นพลูคาวมาปลูกที่บ้าน
    กินสดเกือบทุกเช้ามื้อเดียว ครั้งละ 5-6 ต้น และก็น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น เช้า และ เย็น
    ครั้งละประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ เลิกเหล้า บุหรี่ น้ำอัดลม งดของหมักดอง เนื้อสัตว์ที่ปิ้ง ย่าง
    และ ไขมันมากๆ (เพราะจะทำให้ไขมันในเลือดสูง โรคความดัน+ไขมันจะตามมาอีก
    และต้องกินยาเพิ่มขึ้นอีก ทานผักและผลไม้ให้มากและหลากหลายตามที่
    คุณหมอ รพ.แนะนำแป๊ะ..) รบกวนขอคำแนะนำจากคุณหมอเพิ่มเติมด้วยครับ..ขอบคุณครับ

  18. manit says:

    ตอบคุณ Pra
    แนะนำว่าถ้ารักษาด้วยวิธีที่คุณทำอยู่ไม่หายก้ติดต่อหมอเพื่อรักษาต่อไปครับ

  19. กอน says:

    สวัสดีครับ
    ไม่ทราบคุณจำผมได้ไหม คนไข้ติดเชื้อ hiv ผมเคยโทรคุยกับหมอหลายครั้ง
    ครั้งหลังๆไม่ได้โทรหาหมอครับ เพราะผมรู้สึกอาการดีขึ้น ผมได้รับยาหมอไป5 เดือน
    ผมไปตรวจเลือดหมอแจ้งว่าปกติ ก่อนที่ผมจะมาโพสในเว็บบอร์ดของเว็บไซต์หมอ
    ผมโทรคุยกับหมอว่าผมหายแล้ว แต่คุณหมอห้ามผมโพสข้อความว่าโพสว่าหาย
    (ถึงจะหายจริง)เพราะโรคติดเชื้อแบบนี้ ยังมีกระแสคนโลกที่ไม่รู้จักยาสมุนไพรต่อต้าน
    อีกมากมาย

  20. WOODY says:

    สวัสดีครับคุณหมอ
    ผมมีอาการรอยแผลที่รอบก้นทวารหนักและมีอาการคัน บวกกับผมเป็นผู้ที่ได้รับเชื้อและทานยาต้านไวรัส ของรพ. มาได้สักระยะ แต่ยังมีอาการแทรกอยู่ เลยอยากให้คุณหมอช่วยแนะนำในเรื่องการทานและการรักษาผิวหนังดังกล่าวครับ

  21. manit says:

    ตอบคุณ WOODY
    -แนะนำให้ใช้ยาตามเวบเพจนี้ครับ http://doctorforyou.biz/?page_id=3704
    ต้องการรักษาติดต่อหมอได้

  22. Mini says:

    คุณหมอค่ะ พอดีติดเชื้อค่ะแล้วตอนนี้ก็รับประทานยาต้านอยู่ แต่มันมักเป็นเริมบ่อยมากเลยค่ะแล้วจะเป็นที่อัวยเพศ กับด้นค่ะ แล้วก้ทานยาต้านก็รู้สึกว่าคันด้วยค่ะ มักจะมีตุ่มแดงๆ แล้วเวลาเป็นเริมแผลมันก้ไม่ค่อยหายดีค่ะ มันจะดำติดตัวเลย อยากรักษาเริมให้หาย ควรรับประทานยาตัวไหนค่ะ รบกวนด้วยค่ะ

  23. manit says:

    ตอบคุณ Mini
    -คงต้องใช้เวลาหลายเดือน 6 เดือนขึ้น โรคเริมจะดีขึ้นต่อเมื่อภูมิต้านทานโรคแข็งแรง และเม็ดเลือดขาวสมบูรณ์ดี
    -ต้องการรักษาให้อาการดีขึ้นติดต่อหมอได้

  24. Noname says:

    ผู้ที่ติดเชื้อ hiv สามารถหายขาดได้ไหมครับ

  25. manit says:

    ตอบคุณ Noname
    -ผู้ที่ติดเชื้อ hiv สามารถหายขาดได้ไหม มีโอกาสหายได้และไม่หาย ขึ้นอยู่กับความรุนแรงโรค ระยะเวลาที่เป็น โรคที่แทรกซ้อน

  26. manit says:

    ตอบคุณ Noname
    -ผู้ที่ติดเชื้อ hiv สามารถหายขาดได้ไหม มีโอกาสหายและไม่หายได้ขึ้นอยู่กับระยะความรุนแรง เวลา โรคที่แทรกซ้อน

  27. เจน says:

    ติดเชื้อเหมือนกันค่ะระยะที่3แล้วตอนนี้มีผื่นขึ้นเยอะมากและแผลเป้นน่ากลัวมากรบกวนคุณหมอแนะนำด้วยน่ะค่ะ

  28. manit says:

    ตอบคุณ เจน
    -คุณสามารถใช้ยาตามเว็บนี้ได้ จะช่วยกระตุ้นภูมิต้านทาน และปรับสมดุลธาตุในร่างกาย

  29. 2gender says:

    คุณหมอครับ ผมมีต่อมน้ำเหลืองโตที่คอด้านซ้ายประมาณ 4-5 เม็ด และที่ใต้ขากรรไกรซ้ายอีก 1 เม็ด เป็นมาเกือบปีแล้ว ส่วนอาการอื่นไม่มี น้ำหนักไม่ลดไม่มีไข้ ผมต้องติดเชื้อแน่ ๆ เลย แต่ผมไม่อยากไปตรวจ ผมจะรับประทานยาของคุณหมอได้หรือไม่ครับ และควรจะเป็นตัวไหน ขอบคุณมากครับ

  30. manit says:

    ตอบคุณ 2gender
    -คุณสามารถใช้ยาได้ตามเว็บเพจนี้ได้ และควรใช้ยาสีฟันเพื่อสุขภาพในช่องปากด้วย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *